เปลี่ยนสำรองได้ 3 พรีเมียร์ลีกเสียเปรียบคู่แข่งจริงหรือ?

ผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำเอาการแข่งขันฟุตบอลในภาคพื้นยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำหนดการแข่งขันที่ต้องวางโปรแกรมเตะให้จบตามกรอบเวลาที่เหลือน้อยลง วิธีการแข่งขันอย่างเช่นรอบน็อคเอ้าท์ของถ้วยยุโรปในปีที่แล้ว ตลอดจนในส่วนของการแก้ไขกติกาเพื่อให้สอดคล้องต่อการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสด้วย

 

 

 

ในส่วนหนึ่งของการปรับแก้ไขที่ทั้งฟีฟ่าและยูฟ่าเห็นสอดคล้องกัน ก็คือการก้ไขในเรื่องของการเปลี่ยนตัวผู้เล่น ซึ่งมีการปรับปรุงมาต่อเนื่อง อาทิ กฎการเปลี่ยนตัวผู้เล่นรายที่ 4 และ 5 ได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จนมาถึงการอนุญาตให้ส่งรายชื่อผู้เล่นทั้งตัวจริงและสำรองในจำนวนที่มากขึ้น ตามสัดส่วนของการเปลี่ยนตัวสูงสุด แต่พรีเมียร์ลีกอังกฤษกลับยังคงใช้กฎการเปลี่ยนตัวได้มากสุดแค่ 3 คนเท่านั้น

 

 

เหตุผลที่มีการปรับกฎการเปลี่ยนตัวจาก 3 เป็น 5 ในการแข่งขันได้ เนื่องจากการหยุดชะงักเกมในฤดูกาลที่แล้วไประยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาเตะกันต่อได้ ทำให้โปรแกรมการแข่งขันต้องมีความถี่มากขึ้น ต่อเนื่องมาจนฤดูกาลใหม่ที่ต้องเร่งการแข่งขันให้จบเร็วอีกครั้งเพื่อให้เวลาแก่เกมยูโร 2020 ที่เลื่อนไปเป็นปีหน้า การที่นักกีฬาต้องเตะกันแบบถี่ๆ สามารถนำไปสู่การบาดเจ็บหนักได้ง่าย ดังนั้นความเห็นชอบในการแก้ไขกฎเปลี่ยนตัวชั่วคราวจึงได้รับการอนุมัติ

 

 

 

 

แต่การนำกฎนี้มาใช้ในเกมพรีเมียร์ลีกถูกต่อต้านจากสโมสรส่วนใหญ่ เพราะพวกเขามองว่ากฎดังกล่าวสร้างความได้เปรียบต่อทีมที่มีขนาดใหญ่ มีจำนวนผู้เล่นระดับสูงในซุ้มม้านั่งสำรองมากกว่า ทีมเล็กจะสู้กับทีมเหล่านั้นได้ยาก และเสียงข้างมากฝั่งไม่เอาก็ชนะด้วยจำนวน 11 ต่อ 9 เสียง

 

 

สี่สโมสรที่ผู้จัดการทีมแสดงออกว่าถึงตอนนี้พวกเขาไม่พึงพอใจต่อการยึดกฎเดิมคือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนฯ ซิตี้และโฆเซ่ มูรินโญ่ของสเปอร์ เนื่องจากลูกทีมของพวกเขาต้องเผชิญหน้าต่อโอกาสบาดเจ็บมากกว่า แถมมีการลงเล่นในเวทียุโรปเพิ่มเข้ามาด้วย โดยมีโอเล่ กุนนาร์ โซลชาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไปตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมแล้ว

 

 

“เราต้องปกป้องนักเตะทุกคน มันไม่ใช่เรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่การที่พวกเขาเริ่มบาดเจ็บ มันพิสูจน์ว่านัเตะไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายตัวเองได้ทัน” เป๊บ กวาร์ดิโอล่ากล่าวถึงเรื่องนี้

 

 

 

 

คล็อปป์ที่เลือกเปลี่ยนผู้เล่นสำรองแทนสามประสานซาลาห์-มาเน่-ฟีร์มิโน่แบบยกชุดครั้งแรก ในเกมกับอาแจ็กซ์ ออกมาบ่นเรื่องนี้ไปก่อนหน้ากล่าวว่า “มันเป็นคอมมอนเซนต์อยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ควรมองข้ามเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบแล้วเอาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสวัสดิภาพนักเตะมาตัดสินใจมากกว่า”

 

 

ในขณะที่กฎเปลี่ยนตัวในรายการยุโรปปรับเป็นแบบ 5 คนแล้ว บรรดาสโมสรจากพรีเมียร์ลีกที่เข้าร่วมทั้ง ลิเวอร์พูล แมนฯ ซิตี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เชลซี เลสเตอร์ สเปอร์และอาร์เซน่อลต่างเป็นสโมสรที่อยู่ฝั่งขอให้พรีเมียร์ลีกใช้กฎเปลี่ยนตัว 5 คน ต่างต้องเจอคู่แข่งที่ลีกในประเทศใช้กฎเปลี่ยนสำรอง 5 ตัวทั้งหมด

 

 

 

 

การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มอาจจะไม่ส่งผลมากมาย เพราะคุณภาพทีมของแต่ละกลุ่มในปีนี้ค่อนข้างที่จะเห็นความแตกต่างชัดเจน กุนซือจากพรีเมียร์ลีกต่างพากันวางแผนโรเตชั่นที่ดีที่สุด ลิเวอร์พูลชนะมิดทิลแลนด์จุ๋มจิ๋ม 2-0 เลสเตอร์เฉือนเอเธนส์ 1-2 อาร์เซน่อลชุดสำรองเหนือกว่าดันดาล์คมากทำให้ชนะสบายๆ แต่สเปอร์ที่ไร้ตัวจริงทั้งแฮร์รี่ เคนและซน เฮือง-มินใน 11 ตัวจริงบุกแพ้อันสเวิร์ป 1-0 นั่นแปลว่าการต้องพักผู้เล่นบ้างมีผลต่อรูปเกมจริงๆ

 

 

ยิ่งถ้าช่วงปลายโปรแกรมของรอบแบ่งกลุ่มและรอบน็อคเอ้าท์มาถึง โอกาสที่ความเข้มข้นในเกมลีกของทีมจากเมืองผู้ดี จะกระทบต่อการจัดตัวในศึกยุโรปก็ต้องเห็นความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่คู่แข่งมีทางเลือกในการพักผู้เล่นมากกว่า แต่ทีมจากเกาะอังกฤษต้องแบกเรื่องนี้ โอกาสที่สโมสรจากพรีเมียร์ลีกจะไปได้ไกลถึงแชมป์ก็ดูจะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวกันเลย.